Get Adobe Flash player

เมนูหลัก

เจาะลึก...หลักโหราศาสตร์

banner-contact2

We have 58 guests online

space-ing

 

คำถามนี้เคยเกิดขึ้นกับคุณหรือเปล่า

 

-ทำไมอ่านคำพยากรณ์ในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารแล้ว ไม่เห็นตรงกับชีวิตของเราเลย ตกลงแล้วโหราศาสตร์เชื่อถือได้หรือเปล่า มั่วกันหรือเปล่า

- ทำไมเวลาไปตรวจดวงชาตาชีวิต นักโหราศาสตร์ บอกว่าเราเป็นคนอีกราศีหนึ่ง

- ทำไมเวลาเกิดของเรา ถึงไม่มีความสำคัญเลย ไม่เห็นเอาไปใช้ทำอะไรเลย ทั้งที่ตอนที่เราเกิด พ่อกับแม่ต้องไปของฤกษ์เกิดกับอาจารย์ ที่เชี่ยวชาญทางด้านโหราศาสตร์ เสียเงินเสียทองต้องมากมาย แล้วถ้าเวลาไม่สำคัญจริงๆ ทำไมเวลาเปิดกิจการ ออกรถ งานมงคลสมรส ขึ้นบ้านใหม่ต้องดูเวลาด้วย เฮ้องงเหมือนกัน   ตกลงจะเอาอย่างไรดี

         ผู้เขียนเชื่อว่าคำถามเหล่านี้คงเกิดขึ้นกับเราทุกคน จะช้าหรือเร็วเท่านั้น จริงแล้วผู้เขียนว่าร้อยละ ๘๐% หรือมากกว่าของประชากรในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดในเรื่องราศีของตัวเองกันทุกคน ทุกคนที่เริ่มต้นอ่านคำพยากรณ์ดวงชาตาชีวิต ส่วนใหญ่ก็เริ่มต้นอ่านจากหนังสือ พิมพ์หรือนิตยสาร กันทั้งนั้น โดยเฉพาะคอลัมน์พยากรณ์ดวงชาตาชีวิต ค่อนข้างจะเป็นคอลัมน์ยอดนิยมเลยก็ว่าได้ เพราะอะไร เพราะคนไทยส่วนใหญ่ เชื่อในเรื่องของการพยากรณ์เป็นทุนอยู่แล้ว ยิ่งมีใครมาพยากรณ์ให้เราฟรี ยิ่งชอบใหญ่ และคำถามยอดฮิตในใจของทุกคน ก็คือ...

-เราจะมีโชคลาภ ราชรถมาเกยเมื่อไร

-เราจะร่ำรวยเมื่อไร

-ความรักของเราจะเป็นอย่างไรบ้าง (คู่ครองของเราอยู่ที่ไหน)

-หน้าที่การงานของเราจะดีไหม

แต่การที่เราไปอ่านคำพยากรณ์ในหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารกันมากๆ ผู้เขียนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้วงการโหราศาสตร์ หรือการพยากรณ์ทางด้านโหราศาสตร์ตกต่ำลง เพราะสาเหตุใด ที่ผู้เขียนบอกว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้โหราศาสตร์ตกต่ำลง เพราะในบรรดาคนที่อ่าน ๑๐๐ คน จะมีคนอีกประมาณ ๙๕ คนที่บอกว่า ไม่เห็นเหมือนหรือตรงกับชีวิตของเราเลย และ ๙๕ คนก็จะดูหมิ่น ดูแคลนการพยากรณ์ ว่าไม่เห็นแม่นเลย ไม่มีความน่าเชื่อถือเลย

  

            ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะการพยากรณ์ทางหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร หรือตามรายการพยากรณ์ที่ออกอาการทางทีวี ทางเคเบิ้ลทีวี ส่วนใหญ่จะใช้หลักการพยากรณ์ตามเดือนที่เจ้าชาตาเกิด เป็นเกณฑ์ในการพยากรณ์ โดยยึดหลักดาวอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีต่างๆ ตามพิกัดราศีโดยประมาณราศีละ ๓๐ องศา ดาวอาทิตย์โคจรราศีละ ๒๘ – ๓๑ วัน ดาวอาทิตย์โคจรครบ ๑๒ ราศี จะครบ ๑ ปีพอดี แล้วเอาหลักเกณฑ์ที่ดาวอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีต่างๆ  มากำหนดว่าเจ้าชาตาเป็นคนราศีอะไร โดยจะดูว่าเจ้าชาตาเกิดวันไหน แล้วช่วงนั้นดาวอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีอะไร ก็ให้กำหนดว่าเจ้าชาตาเป็นคนราศีนั้น เช่น เจ้าชาตาเกิดวันที่ ๒๐ พฤษภาคม และช่วงนั้นดาวอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีพฤษภ จึงกำหนดให้เจ้าชาตาเป็นคนราศีพฤษภ

 

 

 

 

 

  จริงๆ แล้วเราควรเรียกหลักการพยากรณ์แบบนี้ว่า การพยากรณ์ราศีเดือนที่เจ้าชาตาเกิด หรือเจ้าชาตาเป็นคนราศี (....) ตามเดือนที่เจ้าชาตาเกิด หรือถ้าเรียกตามภาษาโหร ก็ต้องเรียกการพยากรณ์ลัคนาเดือนที่เกิด ผู้เขียนว่าถ้าเราเรียกแบบนี้ ถึงจะถูกต้องที่สุด เพราะจะทำให้คนที่อ่านคำพยากรณ์ และประชาชนทั่วไปได้เข้าใจว่า ตนนั้นเป็นคนราศีอะไรตามเดือนที่เกิด ไม่ใช่เหมารวมไปทั้งหมด จนทำให้ทุกอย่างผิดเพี้ยนไปหมด 

 

            ทำไมจะไม่ผิดเพี้ยนละ คุณก็รู้อยู่ว่าในหนึ่งเดือนมีคนเกิด หลายล้านคน ถ้าคนที่เกิดเดือนเดียวกันเป็นคนราศีเดียวกัน แสดงว่าคนที่เกิดในเดือนเดียวกันหลายล้านคนนั้น จะต้องมีนิสัยเหมือนกัน รวยก็ต้องรวยเหมือนกัน จนก็ต้องจนเหมือนกัน จริงๆ แล้วมันเป็นไปไม่ได้ครับ (คุณครับอย่าว่าเป็นเดือนเลยครับ แถวบ้านผมมันเกิดวันเดียวกันแท้ๆ ชีวิตมันยังแตกต่างกันราวกับนรกกับสวรรค์เลย คนหนึ่งทำงานเป็นถึงรองอธิบดี แต่อีกคนซิมันติดคุกอยู่ครับท่าน) สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิด ว่าโหราศาสตร์ไม่เห็นแม่นเลย มั่วเสียมากกว่า สุดท้ายก็ทำให้โหราศาสตร์หมดความน่าเชื่อถือ ในสายตาของคนทั่วไป เพราะความเข้าใจผิดในการเรียกขานนี่เอง

 

            หลังจากที่ทุกคนได้เข้าใจกันดีแล้วว่า ราศีที่ตนเองได้ยึดถือมาตลอด จริงๆ แล้วเป็นราศีตามเดือนที่เกิด ไม่ใช่เป็นราศีที่แท้จริง หรือถูกต้องตามหลักของโหราศาสตร์ ตอนนี้ผู้เขียนจะอธิบายถึงราศี ตามหลักของโหราศาสตร์ให้คุณเข้าใจอย่างคร่าวๆ ว่าเป็นอย่างไร (ไม่ใช่อะไรหรอก ผู้เขียนขี้เกียจอธิบาย เวลาที่คุณโทรมาวิเคราะห์ชื่อกับผู้เขียน นอกจากคนที่เคย ไปให้โหรทำนายดวงชาตาชีวิตมาแล้ว ทุกคนจะทราบดี ว่าตนเป็นคนราศีอะไร ไม่ต้องเสียเวลามานั่งอธิบาย)

 

            ตามหลักของโหราศาสตร์ไทย ใน ๑ วันยังถูกแบ่งออกเป็น ๑๒ ราศี ขอย้ำนะครับว่าใน ๑ วันยังถูกแบ่งออกเป็น ๑๒ ราศี (เห็นหรือยังว่าโหราศาสตร์ไทยละเอียดขนาดไหน) และสิ่งที่จะมาแบ่งว่าเราเป็นคนราศีอะไรใน ๑ วันนั้นก็คือเวลาตกฟากของเรานั่นเอง และเมื่อเราใช้เวลาตกฟากมาคำนวณตามหลักของโหราศาสตร์แล้ว เราจึงจะทราบว่า เราหรือบุคคลคนๆ นั้นเป็นคนราศีอะไร ยกตัวอย่าง เช่น เจ้าชาตาเกิดวันพุธที ๑๕ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๐๖.๐๐ น. จังหวัดที่เกิดคือกรุงเทพฯ เมื่อเรานำมาคำนวณตามหลักของโหราศาสตร์แล้ว ลัคนาของเขาจะตกอยู่ที่ราศีกรกฏ เท่ากับว่าเขาเป็นคนราศีกรกฏ (ลัคนาหมายถึงจุดกำเนิด หรือจุดเริ่มต้นของชีวิต) และตามหลักของโหราศาสตร์ หลังจากที่เราคำนวณดวงชาตาชีวิตของเขาได้แล้ว เราจะเขียนผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณลงบนจักรราศี แล้วเราจะเขียนอักษร “” ตรงช่องราศีที่เราคำนวณได้ เพื่อบ่งบอกว่าเขาเป็นคนราศีนี้ หลังจากนั้นเราจะเริ่มทำการตั้งภพ เพื่อทำนายดวงชาตาชีวิตของเขาต่อไป

 

          ตอนนี้วกกลับมาที่เวลาตกฟากของอีกครั้งหนึ่งว่า...

ถ้าเวลาตกฟากของเขาเลยไปเป็นเวลา ๐๖.๓๐ น. ลัคนาของเขาจะตกอยู่ที่ราศีสิงห์ เท่ากับว่าเขาเป็นคนราศีสิงห์  

 

 และถ้าเวลาตกฟากของเขาเลยไปเป็นเวลา ๐๙.๐๐ น. ลัคนาของเขาจะตกอยู่ที่ราศีกันย์ เท่ากับว่าเขาเป็นคนราศีกันย์

 

 และถ้าเวลาตกฟากของเขาเลยไปไกลหน่อยเป็นเวลา ๒๓.๔๕ น. ลัคนาของเขาจะตกอยู่ที่ราศีเมษ เท่ากับว่าเขาเป็นคนราศีเมษ

 

               

นี่คือราศีที่ถูกต้องตามหลักของโหราศาสตร์ไทย  ที่เราใช้ทำการพยากรณ์ดวงชาตาชีวิตของเขา ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

 

          ผู้เขียนขอย้ำอีกครั้งว่า  การพยากรณ์ทางด้านโหราศาสตร์  เป็นการพยากรณ์ชั้นสูง  ที่ต้องอาศัยความละเอียด และความรอบคอบในการคำนวณ  แล้วจึงนำผลการคำนวณนั้น  มาวิเคราะห์ดวงชาตาชีวิตของเขา  ผลที่ได้ถึงจะถูกต้องและแม่นยำ หรือที่เรียกว่า "แม่นยังกับตาเห็นเลย"

 

                                                                                                                     

                                                                                                                               

อ. ภพประพัทธ์  ภูมิเมฆินทร์

  สงวนลิขสิทธิ์บทความนี้ตามกฏหมาย 

in-ling01in-ling02